P.9

 

ปัง!!! เสียงตบโต๊ะดังลั่น ทำให้คนที่ยืนอยู่ภายในห้องถึงกับสะดุ้ง

 

"ทำไมเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ ห๊า!!!" เสียงเข้มที่บ่งบอกถึงความหงุดหงิดและโมโห ตะคอกใส่

ลูกน้องคนสนิทที่เข้ามารายงานข่าวที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งสัปดาห์นี้

 

"เรียกประชุมด่วนทันที  รีบแจ้งแก่สมาชิกสภาชั้นสูงทุกคนให้มาประชุม ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ต้อง

ตามมาให้ครบองค์  เตรียมเปิดทางรอต้อนรับและเตรียมห้องประชุมให้พร้อม  ฉันจะเริ่มประชุม

บ่ายโมงตรง" ฟาร์เซียหันไปสั่งลูกน้องเสียงเข้มอีกครั้ง

 

"ครับ มาสเตอร์"  ชายหนุ่มกัมหัวรับคำสั่งจากผู้เป็นนายแล้วรีบออกจากห้องเพื่อไปทำหน้าที่ที่

ได้รับมอบหมายอย่างร้อนรนเพราะเป็นเหตุฉุกเฉิน

 

ฟาร์เซียทิ้งตัวลงกับเก้าอี้อย่างหมดแรง  มือหนากุมขมับด้วยความปวดหัว  เพราะตลอดทั้ง

สัปดาห์ที่ผ่านมา  มีเหตุการณ์ที่สร้างความหวาดกลัวให้กับเหล่าพ่อมดแม่มดอย่างมาก เมื่อมี

คนพบศพถูกฆ่าตายโดยที่สภาพศพนั้นล้วนเสียเลือดหมดตัว  ที่สำคัญทุกรายล้วนแต่เป็นพ่อ

แม่มด  เหมือนเหตุการณ์เลวร้ายในอดีตจะย้อนกลับมาอีกครั้ง  ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เกิด

ขึ้นตลอด 800 ปีที่ผ่านมา แต่ทำไมตอนนี้กลับมีเหตุการณ์ที่น่าสะพรึ่งกลัวเกิดขึ้น  หรือว่าเผ่า

แวมไพร์จะละเมิดกฎที่ได้ตกลงร่วมกันไว้ หากเป็นแบบนั้นจริงเหตุการณ์ในอดีตก็คงจะย้อนมา

อีกครั้งและอาจเลวร้ายมากกว่าเดิม  ในหัวของผู้เป็นหัวหน้าพ่อมดแม่มดกำลังคิดหนักเพื่อหา

คำตอบ  แต่มันก็ยากเกินไป เมื่อหลักฐานที่มีไม่เพียงพอที่จะสรุปเรื่องราวได้  เค้าจึงเรียก

ประชุมด่วนเพื่อหาทางแก้ไขปัญหานี้กับสภาเวทย์

 


..........................................

 


"ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ได้นะ"

 

"หาหลักฐานได้บ้างไหม"

 

"รู้ตัวผู้กระทำหรือยัง"

 

"ทำไมโหดร้ายขนาดนี้"

 

"สรุปเป็นแวมไพร์ใช่ไหม"

 

 

 

"เงียบหน่อยครับ  ผมจะเริ่มประชุมแล้ว  ขอให้ทุกท่านอยู่ในความสงบ  เพื่อให้เรื่องนี้มี

ทางออกที่ดีที่สุด"  ฟาร์เซียพูดเสียงดังขึ้นเมื่อเดินเข้ามาในห้องประชุมแล้วไม่มีใครสนใจ  

สมาชิกของสภาเวทย์ต่างพูดถกเถียงกันกับเรื่องที่เกิดขึ้น  โดยไม่สนใจว่าหัวหน้าพ่อมดได้เดิน

เข้าห้องมาแล้ว

 

"จากรายงานเบื้องต้น  เราพบว่าการตายของแต่ละคนนั้น  สาเหตุมาจากการเสียเลือดมาก  ถึง

ขั้นหมดตัวเลยทีเดียว  และที่สำคัญทุกรายล้วนแต่เป็นพ่อมดแม่มด  จากพยานหลักฐานที่เราได้

ทำให้สันนิษฐานได้ว่าอาจเป็น แวมไพร์"

 

"แต่เราไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นแวมไพร์จริงหรือเปล่า  เพราะจากข้อตกลงที่สภาเวทย์ได้ร่วม

ทำกับสภาแวมไพร์แห่งชาติ  เมื่อ 800 ปีก่อนนั้น พวกเราต่างอยู่กันอย่างสงบ และคิดว่าคงไม่มี

ใครอยากให้เรื่องในอดีตย้อนกลับมาอีกครั้ง จริงไหม?"

 

"ฉันคิดว่าเราน่าจะทำหนังสือแจ้งไปยังสภาแวมไพร์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น"  ชายแก่ไว้เครายาวสีเทา 

หน้าตาใจดีพูดเสียงเรียบเสนอความเห็น

 

"แต่เราก็ไม่รู้ว่าเป็นฝ่ายนั้นเป็นคนทำจริงหรือเปล่า  หากเราส่งหนังสือไปจะเป็นการแหวกหญ้า

ให้งูตื่นหรือเปล่า"  แม่มดสาวสวยผมสีเงินสลวยพูดเสียงหวาน

 

"ผมว่าเป็นความคิดที่ดีนะ  หากหนังสือที่ส่งไปไม่มีผลตอบกลับมา  เราคงจะต้องลงมือทำอะไร

สักอย่าง" ฟาร์เซียพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเห็นด้วยกับความคิดนี้  และในที่สุดในที่ประชุมก็ลงมติให้

มีการทำหนังสือแจ้งไปยังสภาแวมไพร์แห่งชาติ

 

.....................................

 

ซองจดหมายสีขาวปิดผนึกแน่นหนาโดยมีตราสัญลักษณ์ดวงอาทิตย์สีทองประทับไว้ ที่อยู่บน

หน้าซองแจ้งถึงสภาแวมไพร์แห่งชาติ ได้ส่งถึงมือผู้นำเผ่าแวมไพร์  ผู้ดำรงตำแหน่งประธาน

แวมไพร์แห่งชาติ

 

ชายวัยกลางคนที่ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าอายุเท่าไร นั่งประจำอยู่หัวโต๊ะตรงตำแหน่งประธาน

สูงสุดในห้องประชุม  ใบหน้าขาวซีดแทบไม่มีสีเลือดดูหล่อเหลา หากดูผิวเผินดูเป็นคนใจดีแต่

ความจริงแล้วเป็นคนที่น่ากลัวและน่าเกรงขามมากที่สุดในบรรดาแวมไพร์ กำลังเปิดซอง

จดหมายที่ได้รับเมื่อเช้า  เพื่อแจ้งกับสมาชิกสภาแวมไพร์ให้ทราบ

 

 

"มีเรื่องด่วนจะแจ้งให้ทราบ  ทางเราได้รับจดหมายที่ไม่ได้รับมานานจากสภาเวทย์เมื่อเช้านี้ 

เสียงทุ้มนุ่มของผู้ที่เป็นประธานสภาแวมไพร์แห่งชาติดังขึ้น เมื่อที่ประชุมมีสมาชิกพร้อมเพรียง

 

"เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา  ไม่ทราบว่าทุกท่านพอจะได้ทราบกันบ้างหรือ

เปล่า"  ลูซิฟายเอ่ยถามขึ้นมาโดยไม่ได้เจาะจงหาคำตอบ  สมาชิกทุกคนในที่ประชุมต่างมอง

หน้ากันพร้อมพยักหน้าหงึกหงักแสดงออกว่าได้ยินมาบ้าง

 

 

"ทางสภาเวทย์ได้แจ้งให้ฝ่ายเราหาผู้กระทำผิด โดยอ้างจากหลักฐานที่พบและจากสภาพศพว่า

เป็นการกระทำของฝ่ายเรา ใจความในหนังสือมันก็ไม่ได้กล่าวหาฝ่ายเราโดยตรงก็จริง แต่เนื้อ

ความที่สื่อมานั่น ทำให้เรารู้ว่าฝ่ายนั้นปักใจเชื่อแล้วว่าเป็นฝ่ายเราที่เป็นคนกระทำ" เสียงเรียบ

นุ่มเยือกเย็นของลูฟิฟายพูดออกมาโดยสีหน้าเป็นปกติไม่มีความตื่นตะหนกตกใจจากข้อกล่าว

หาที่ได้รับ

 

 

"ทำไมพวกเค้าถึงกล่าวหาเราแบบนี้  จากที่ได้ทราบข่าวมาไม่มีอะไรที่ชี้ชัดว่าเป็นฝ่ายเราเลย

นะครับ นอกจากศพที่เลือดหมดตัว อีกอย่างจากที่ผมได้ทำการสืบหาเบาะแสเบื้องต้นไม่มีแวม

ไพร์ตนใดในเขตนี้ มีพฤติกรรมเข้าข่ายน่าสงสัย" มายธัสพูดขึ้นในฐานะที่ตนปกครองดูแลอยู่ใน

เขตที่เกิดเรื่องขึ้น  ด้วยน้ำเสียงจริงจัง ใบหน้าขาวซีดทำให้นัยน์ตาสีแดงที่ฉายแววดุดันออกมา

ชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ด้วยความมั่นใจว่าคนในปกครองของตนไม่ได้กระทำผิดอย่างแน่นอน

 

 

 

"ใจเย็นๆ ก่อน มายธัส  ผมรู้ว่าฝ่ายเราไม่ได้เป็นคนทำแน่นอน" ลูซิฟายพูดเตือนสติเพื่อนสนิท

พร้อมรอยยิ้มบาง

 

 

"แล้วเราจะทำยังไงดีค่ะ ทำไมพวกเค้าถึงโยนภาระทั้งหมดและปรักปรำพวกเราแบบนี้  แทนที่

จะร่วมมือกันหาตัวผู้กระทำผิดในครั้งนี้" เสียงหวานแต่ฟังแล้วน่าขนลุกของแวมไพร์สาวสมาชิก

คนหนึ่งของสภาเอ่ยขึ้นบ้าง

 

"เอาเถอะ  เพราะหลักฐานที่ฝ่ายนั้นมีมันไม่สามารถทำให้พวกเค้าคิดเป็นอย่างอื่นได้  แม้ว่าจะ

ไม่ใช่ความจริงก็ตาม พวกเค้าคงลืมนึกไปว่าไม่ใช่มีแค่พวกเราเท่านั้นที่ดื่มเลือด"

 

"มายธัส ผมอยากให้คุณลองไปสืบดูอีกทีว่าเป็นพวกไหนกันแน่  ขอเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

ก่อนที่สภาเวทย์จะเริ่มทำอะไรรุนแรง  แต่หากว่าไม่ทันการณ์  เห็นทีเราจะเลี่ยงไม่ได้  ผมคิด

ว่าอยากให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม และรับมือให้ให้ได้เมื่อถึงเวลานั้น" เสียงทุ้มนุ่มเรียบแฝง

ไปด้วยความเยือกเย็น  แววตาสีแดงสดบ่งบอกถึงความจริงจัง มีรอยยิ้มบางๆ ฉาบอยู่บนใบหน้า

ขาวซีด เหมือนกับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา  แต่ทุกคนกลับสัมผัสได้ถึงความ

น่ากลัวที่แผ่ออกมาจากผู้นำเผ่าแวมไพร์คนนี้

 

 

...........................

 

 


แฮ่ก!!!  แฮ่ก!!!  แฮ่ก!!!

 

 

 

"เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี้ย" มัสซียืนหอบจนตัวโยนอยู่ซอกตึกหันซ้ายหันขวาอย่างร้อนรน ใบ

หน้าขาวซีดเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมา นัยน์ตาที่ปกติเป็นสีน้ำตาลใสแต่บัดนี้กลับกลาย

เป็นสีแดงสด สะท้อนถึงความรู้สึกสับสนและหวาดกลัว  เมื่อไม่เห็นว่ามีใครตามมา จึงถอน

หายใจยาวเหยียดอย่างโล่งอก

 

 

"ยังไงก็ต้องไปที่นั่นให้ได้ก่อน"  มัสซีเริ่มจะตั้งสติได้จึงตัดสินใจมุ่งตรงไปยังจุดนัดพบที่เค้าได้

ให้สัญญากับคนๆ หนึ่งไว้ แม้ตัวเองจะยังไม่หายเหนื่อย  แต่เค้ารู้อย่างเดียวว่าตอนนี้อยากเจอ

คนๆ นั้น และต้องรีบไปให้เร็วที่สุด

 

 


ใช่แล้ว  คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง  หลังจากคืนที่มัสซีและโทมัสได้ตกลงกันเรื่องพันธะ

สัญญาและการดูดเลือดของมัสซีในคืนพระจันทร์เต็มดวง เค้าสัญญาไว้ว่าจะไปพบร่างสูงในคืน

พระจันทร์เต็มดวงแบบนี้ที่เนินเขาจุดชมวิวของเมือง เพราะไม่สามารถดูดเลือดใครได้นอกจาก

ของร่างสูง  แต่หากเค้าไม่ดื่มเลือดเลย เค้าก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้

 

ในระหว่างที่มัสซีกำลังเดินทางไปจุดนัดพบ ด้วยความหลงไหลในพระจันทร์เต็มดวงที่สะกด

เค้าทุกครั้งที่ได้จ้องมอง  จึงไม่รู้ตัวว่ามีสายตาหลายคู่ที่จดจ้องมองร่างบางด้วยสายตาที่โกรธ

แค้น  พอรู้ตัวอีกทีก็อยู่ในวงล้อมเสียแล้ว

 

"เธอเป็นแวมไพร์ใช่ไหม" หนึ่งในคนที่ล้อมมัสซีเอ่ยถามขึ้น  แววตาดุดันพร้อมแสยะรอยยิ้ม

ออกมาอย่างน่ากลัว

 

"มะ..ม่ะ..ไม่ใช่ครับ"  มัสซีรีบโกหกด้วยสีหน้าตกใจ เพราะอยู่ดีๆ ก็มีชาย 4 คนหน้าตาน่ากลัว

ยืนล้อมเค้าอยู่  แล้วยังถามเรื่องที่คนธรรมดาไม่น่าจะถามขึ้นมา

 

"หึ!!! อย่ามาโกหก  หลักฐานก็มีให้เห็นคาตาแบบนี้"  ชายอีกคนที่ตัวเล็กกว่าคนแรกพูดขึ้นบ้าง

พร้อมชี้นิ้วใส่หน้ามัสซี

 

"แล้ว....พวกนายต้องการอะไร"  มัสซีเริ่มกวาดสายตามองแต่ละคนเพื่อหาทางหนี  เพราะเค้า

รู้สึกถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น

 

'ชิ ทำไมต้องเป็นวันนี้ด้วยนะ ต้องหนีอย่างเดียวล่ะซิ' มัสซีคิดในใจ คืนนี้เค้ายังไม่ได้ดื่มเลือด

เลย  เรี่ยวแรงที่มีอย่างมหาศาลกลับไม่มี ดูเหมือนว่ามันจะหายไปหมด  แต่หากเป็นปกติเค้า

สามารถจัดการคนพวกนี้ได้สบายๆ ในไม่กี่นาที

 

ชายทั้งสี่เริ่มย่างก้าวเข้ามาหามัสซีอย่างช้าๆ อย่างระมัดระวังเช่นกัน  มัสซีเห็นชายคนหนึ่งถือ

ไม้ขนาดเล็กยาวประมาณหนึ่งฟุตพึมพัมอะไรบ้างอย่าง  ทำให้มัสซีรู้ว่าคนพวกนี้เป็นพ่อมด ผู้ใช้

เวทย์

 

"ฉันว่า เรามาเล่นอะไรสนุกๆ กันก่อนดีไหม" ชายคนที่ถือไม้กายสิทธิ์อยู่พูดขึ้น ส่งสายตาหื่น

แลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างหื่นกระหาย มองร่างบางตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า เพราะคนตรงหน้า

แม้จะเป็นแวมไพร์แต่มีใบหน้าหวานเหมือนกับผู้หญิง มันทำให้มัสซีถึงกับขนลุกซู่

 

"ยังไงก็ได้  ฉันอยากให้มันตายอย่างทรมาน"  ชายที่ดูหน้าตาโหดเหี้ยมพูดพร้อมแสยะยิ้ม

มองมัสซีแทบจะทะลุ

 

"เด๋ว!!! นี้มันเรื่องอะไรกัน  ผมไม่ได้ไปทำอะไรให้พวกคุณนะ  พวกคุณคงจำคนผิดแล้ว"  มัสซี

พยายามพูดอธิบายเผื่อคนที่ล้อมเค้าอยู่อาจจะจำคนผิด  แต่สายตาก็ยังค่อยหาทางหนีไปด้วย

พร้อมระวังตัวเองมากขึ้น

 

"ฮ่า!!! ฮ่า!!! ฮ่า!!!"  คนทั้งสี่คนระเบิดหัวเราะออกมาเกือบจะพร้อมกัน  แต่คนฟังกลับรู้สึกว่ามัน

น่ากลัวมากยิ่งขึ้น ไม่ตลกเลยสักนิด

 

"ไม่ผิดหรอก  ถ้าเธอเป็นแวมไพร์  ก็ไม่ผิดหรอก" พอสิ้นเสียง ชายคนหนึ่งก็กระโจนเข้าใส่ตัว

มัสซีทันที

 

มัสซีใช้แรงที่เหลืออยู่ถีบคนที่เข้ามาหาจนกระเด็นไปไกล จนคนที่เหลือตกใจหันไปมองเพื่อน

ที่โดนเมื่อกี้  มัสซีจึงฉวยโอกาสถีบคนที่เหลือแล้วรีบพาตัวเองหนีออกไปจากที่นั่นโดยเร็ว

 

 

"เฮ้ย!!! มันหนีไปแล้ว  รีบตามไปเร็ว"  ไอ้คนที่ถูกถีบกระเด็นไปตอนแรกพยายามลุกขึ้นพร้อม

ตะโกนบอกเพื่อนของมันให้รีบตามไป

 

 


มัสซีหันซ้ายหันขวาเมื่อไม่เห็นคนตามมาจึงออกจากที่ซ่อน  แล้วหาทางไปยังจุดนัดพบ  แต่ยัง

ไม่ทันที่ขาจะก้าวออกไปไหน  เค้าก็โดนเจอตัวเข้าจนได้

 

"จะหนีไปไหน ทำกับพวกฉันได้แสบมากนะ"

 

"อย่าคิดว่าคราวนี้จะหนีรอดไปได้" ชายที่คาดว่าจะเป็นหัวหน้าเริ่มพึมพัมบางอย่างพร้อมตวัดไม้

กายสิทธิ์ภายในมือชี้ไปยังตัวมัสซี

 

อยู่ๆ ก็มีโซ่เส้นเล็กสีเงินมัดตัวมัสซีเอาไว้  ร่างบางพยายามดิ้นอย่างสุดกำลังให้หลุดจาก

พันธนาการ แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะหลุดเลยสักนิด แถมมันกลับรัดแน่นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

 

"ฤทธิ์มากนักนะ" ชายคนเดิมพึมพัมอีกครั้ง  คราวนี้ทำให้มัสซีต้องกรีดร้องออกมาอย่างโหยหวน

ด้วยความเจ็บปวดทรมาน เหมือนโดนมีดกรีดไปทั่วร่าง  แต่กลับไม่มีบาดแผลให้เห็น ทรมาน

จนน้ำใสๆ ไหลออกมาจากนัยน์ตาคู่สวย อาบแก้มเนียนขาวซีดที่ตอนนี้ซีดมากกว่าเดิม

 

 

"ช่วย....ด้วย....โท.......มัส..."  เสียงร้องเรียกชายที่เค้าต้องไปพบคืนนี้ ชายที่เค้าคิดถึงเป็น

คนแรก ชายที่เข้ามาอยู่เต็มหัวใจเมื่อไรไม่รู้ แม้จะไม่เคยเอ่ยปากพูดบอกรักออกไป ความกลัว

ที่จะไม่ได้พบกันอีก หากเค้าต้องตายจริงๆ ทำให้รู้สึกเสียใจเข้าไปอีก เมื่อไม่ได้บอกรักให้คนๆ

นั้นได้รับรู้ และแล้วสติที่เหลืออยู่ก็ไม่สามารถพยุงร่างให้มีแรงต่อสู้ใดๆ ได้ ร่างบางไม่สามารถ

ทนความเจ็บปวดที่ได้รับ นัยน์ตาสีแดงสดที่เต็มไปด้วยน้ำตายังคงมองหน้าคนที่ทำร้ายตนก็ดับ

วูบพร้อมกับร่างที่หมดสติล้มลงไปนอนกับพื้น

 


...................................

 


ชายหนุ่มร่างสูงยืนมองภาพของเมืองยามค่ำคืน  แสงสีของเมืองมีเสน่ห์และน่าหลงไหล บนเนิน

เขาจุดชมวิวของเมืองเป็นที่ที่เค้านัดพบกับคนรักเอาไว้ให้มาหาในคืนพระจันทร์เต็มดวง  แม้เค้า

จะยืนรอด้วยสีหน้าเรียบ แต่ในใจกลับร้อนรนเมื่อมาถึงที่นัดหมายกลับไม่พบคนรักที่ควรจะ

มารออยู่  เริ่มเป็นห่วงว่าทำไมไม่มาหาตามนัดหรือร่างบางจะลืมที่ได้ตกลงกันไว้

 


"มัสซี.... ทำไมนายยังไม่มาอีกนะ ฉันคิดถึงนายแทบบ้าแล้วนะ" โทมัสสบถกับตัวเองเบาๆ

แววตาฉายแววกังวล แล้วเหมือนเค้าจะได้ยินเสียงใครเรียกชื่อเค้า ร่างสูงพยายามมองหาต้น

เสียง แต่พบกับความว่างเปล่า

 


"มัสซี!!! หูฟาดไปรึเรา" โทมัสรู้สึกใจหายวูบอย่างบอกไม่ถูก  ความรู้สึกไม่สบายใจก่อตัวมาก

ขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกเป็นห่วงเริ่มทวีคูณ  จนเจ้าตัวไม่สามารถอยู่รอต่อไปได้ จึงตัดสินใจทำ

อะไรบางอย่าง เพื่อหาร่างบางคนรักของเค้า

 

...............................................

 

 

 


 

Comment

Comment:

Tweet

ขอ add เลยนะคะ คราวหน้าจะตามมาอ่านอีก

#1 By 36miwaku36 on 2010-09-30 02:15